Jump to content




การใช้รถเกียร์ออร์โตเมติก


145 replies to this topic

#1 anyelse

    กำลัง Run-In

  • Full Member
  • PipPip
  • 64 posts
  • Gender:Male
  • Location:Ratchayothin - BKK
  • ชื่อเล่น : TK
  • สีรถ : เทาบลูอิช
  • รุ่น : 1.8 S AT (AS)

Posted 23 July 2007 - 11:33 PM

ปัจจุบันรถยนต์ที่เป็นเกียร์ออโตเมติกเป็นที่นิยมอย่างมาก เนื่องจากขับขี่สบายไม่ต้องเมื่อยเปลี่ยนเกียร์และเหยียบคลัตช์ (Clutch) ตลอดเวลายามรถติด แต่อาจมีบางท่านเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้เกียร์ออโต ส่งผลให้ทอนอรยุการใช้งานของรถโดยไม่รู้ตัว...

การเปลี่ยนเกียร์จาก D ไป N ในเวลาที่รถติดไฟแดงบ่อยๆ นั้นหลายคนคงเคยปฏิบัติกันอยู่ เนื่องจากเวลารถติดขี้เกียจเหยียบเบรกก็เข้าเกียร์ N ไว้ เมื่อรถเคลื่อนก็เปลี่ยนเป็น D ถ้าช่วงรถติดแล้วขยับเคลื่อนทีละนิดทีละหน่อย ทำให้ต้องเปลี่ยน D-N-D-N-D-N อยู่อย่างนี้เท่ากับคุณกำลังทำร้ายระบบเกียร์ของคุณอยู่

ระบบเกียร์ออโตเมติกนั้นจะประกอบด้วยชุดเกียร์ที่ขบกันตลอดเวลา การส่งแรงจาก N ไป Dจะต้องมีการสึกหรอของเฟืองนั้นต้องมีการปล่อยและจับอยู่ตลอดเวลา อายุการใช้งานก็จะสั้นลง เพราะถ้าเบรกอยู่เฉยๆ ระบบเบรกก็ไม่ได้ร้อนขึ้นเพราะว่าจานดิสเบรกหรือดุมเบรกไม่ได้หมุน ผ้าเบรกก็ไม่สึกหรอเพราะว่าล้อไม่หมุน แรงที่ใช้ในการเหยียบก็ไม่มากขนาดจะทำให้ชุมแม่ปั๊มเบรกพังหรือทำให้อายุการใช้งานน้อยลง

หลายคนที่เปลี่ยนเกียร์ D-N-D-N-D-N อ่านถึงบรรทัดนี้แล้วก็อยากจะเถียงว่าไม่เห็นมีการเปลี่ยนแปลงเลย รถยังคงสามารถขับได้ตามปกติ ระบบเกียร์ก็ยังปกติดอยู่ แต่พฤติกรรมอย่างนี้จะส่งผลแก่รถคุณในระยะยาว เปรียบเหมือนกับการสูบบุหรี่นั่นแหละ ระบบคลัตช์ของคุณจะลื่น ทำให้เวลาออกตัวคุณจะต้องเหยียบคันเร่งมากขึ้นทำให้รอบสูงขึ้น น้ำมันก็เปลืองขึ้น แต่รถกลับไม่ได้วิ่งอย่างนั้นเลยสูงขึ้น น้ำมันก็เปลืองขึ้น แต่รถกลับไม่ได้วิ่งอย่างนั้นเลย
##########################################################################################################################
การใช้เกียร์ออโตเมติค

ปัจจุบันรถยนต์เกียร์ออโตเมติคได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรติดขัด เนื่องจากขับขี่ได้ง่ายสะดวกสบายเพราะใช้เพียงคันเร่งและเบรกเท่านั้น คันเกียร์ของเกียร์ออโตเมติคจะมีตำแหน่งสำหรับใช้งานต่าง ๆ กันดังนี้
ตำแหน่ง P
ใช้สำหรับจอดอยู่กับที่หรือบนพื้นที่ลาดเอียง โดยรถจะถูกล็อกให้หยุดอยู่กับที่ด้วยตัวล็อกภายในเกียร์

ตำแหน่ง R
ใช้สำหรับการถอยหลัง

ตำแหน่ง N
ใช้สำหรับการหยุดรออยู่กับที่บนพื้นราบ ซึ่งในตำแหน่งนี้รถสามารถเข็นให้เคลื่อนที่ได้

ตำแหน่ง D
ใช้สำหรับการขับขี่แบบอัตโนมัติโดยเกียร์จะเปลี่ยนไปเองโดยอัตโนมัติตามคันเร่งและความเร็วของรถ ใช้ขับขี่ได้ตั้งแต่การเริ่มออกตัวและเพิ่มความเร็วได้ไปเรื่อย ๆ จนถึงความเร็วสูงสุด การขับขี่โดยทั่วไปสามารถใช้เกียร์นี้เพียงเกียร์เดียวเท่านั้นก็ได้

หมายเหตุ สำหรับรถที่มีสวิตซ์โอเวอร์ไดร์ว ซึ่งเป็นอุปกรณ์พิเศษในเกียร์ออโต 4 สปีดบางรุ่น
เมื่อสวิตซ์โอเวอร์ไดร์วอยู่ที่ตำแหน่ง ON เกียร์ออโตจะสามารถทำงานได้ตั้งแต่เกียร์ 1 ถึงเกียร์ 4 โดยอัตโนมัติ

สวิตซ์โอเวอร์ไดร์วอยู่ที่ตำแหน่ง OFF เกียร์ออโตจะทำงานโดยอัตโนมัติได้ตั้งแต่เกียร์ 1 ถึงแค่เกียร์ 3 เท่านั้น

ฉะนั้นการปรับสวิตซ์โอเวอร์ไดร์วจากตำแหน่ง ON ไปเป็น OFF จึงเป็นการลดเกียร์จากเกียร์ 4 มาเป็นเกียร์ 3 เพื่อให้เหมาะกับการเร่งแซงขณะความเร็วสูง และเมื่อปรับสวิตซ์โอเวอร์ไดร์วจากตำแหน่ง OFF ไปเป็น ON จะทำให้เกียร์ 3 กลับไปเป็นเกียร์ 4 อย่างเดิม ทำให้การลดเกียร์เพื่อเร่งแซง หรือเข้าโค้งเป็นไปอย่างคล่องตัวมากขึ้น
ตำแหน่ง 2 ใช้สำหรับการขับขี่ขึ้นทางลาดชันที่ไม่สูงมากนัก และสามารถใช้ความเร็วได้พอสมควร
ตำแหน่ง L

ใช้สำหรับการขับขี่ขึ้นทางลาดชันที่สูงมาก และต้องใช้ความเร็วต่ำ


หมายเหตุ การสตาร์ทเครื่องยนต์ถูกออกแบบให้สามารถกระทำได้เฉพาะ ตำแหน่ง P กับ N เท่านั้น เพื่อความปลอดภัย
ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก............กระทรวงคมนาคม
สาระควรรู้เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่

ที่ความเร็ว 20 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 7 เมตร

ที่ความเร็ว 40 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 18 เมตร
ที่ความเร็ว 60 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 34 เมตร
ที่ความเร็ว 80 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 54 เมตร
ที่ความเร็ว 100 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 80 เมตร

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%
หลายคนมักเข้าใจว่า เกียร์ออโตเมติกสามารถตอบสนองการขับขี่ได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะในความเร็วและอัตราเร่งขณะแซง หากคุณมีความเข้าใจเกี่ยวกับเทคนิคต่าง ๆ ในการใช้เกียร์ออโตเมติก ผมเชื่อว่าคุณจะขับรถเกียร์ออโตเมติกได้อย่างสบาย และเพลิดเพลินด้วยความปลอดภัยไม่แพ้รถเกียร์ธรรมดาเลยครับ

ตามปกติเวลาขับรถเกียร์ออโตเมติก ผู้ขับขี่ส่วนมากใช้เกียร์อยู่เพียง 4 ตำแหน่ง นั่นคือ
"D4" เมื่อต้องการขับรถไปข้างหน้า
"R" เมื่อต้องการถอยหลัง
"N" หรือ "P" เมื่อต้องการจอด หรือสตาร์ตรถ
อันที่จริงแล้วคุณควรใช้เกียร์ตำแหน่งอื่น เพื่อเหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์เช่นกัน

สัปดาห์นี้ผมขอกล่าวถึง เทคนิคการขับรถเกียร์ออโตเมติกเมื่อลงทางลาดชัน และการคิก ดาวน์ (Kick Down) เมื่อต้องการเร่งแซงครับ สำหรับการขับรถลงทางลาดชัน ผมขอแนะนำให้เลื่อนเกียร์ไปที่ตำแหน่ง "D3" กรณีที่ทางลงนั้นมีระยะเวลายาวแต่ไม่ชันมากนัก แต่กรณีที่ทางลงนั้นชันมาก ๆ ให้เลื่อนเกียร์ไปที่ตำแหน่ง "2" เพื่อใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรก (Engine Brake) ในขณะเดียวกันคุณควรเหยียบเบรกไปด้วย หรืออาจใช้เบรกมือ เพื่อช่วยในการหยุดรถที่ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้อย่าใช้เกียร์ "N" หรือ "D4" ในการขับรถลงทางชัน เพราะจะไม่มีกำลังเครื่องยนต์ช่วยเบรกและช่วยชะลอความเร็ว นับเป็นการขับที่ผิดวิธีและเป็นอันตรายอย่างมาก

กรณีที่ต้องการเร่งแซงรถคันอื่น หรือต้องการแรงเพิ่มขับเคลื่อนรถอย่างกะทันหัน คุณสามารถเพิ่มความเร็วของรถด้วยการคิก ดาวน์ (Kick Down) โดยเหยียบคันเร่งลงไปเกินกว่า 80% ในครั้งเดียวเกียร์จะเปลี่ยนลงอย่างรวดเร็ว สังเกตได้จากรอบเครื่องยนต์จะสูงขึ้น ในขณะที่รถจะมีความเร็วเพิ่มขึ้น


การคิก ดาวน์ (Kick Down) มี 2 ลักษณะคือ
1. คิก ดาวน์ (Kick Down) ลงมา 1 ตำแหน่ง เช่น รถที่ขับ ความเร็วประมาณ 120 กม./ชม.
(อัตราทดเกียร์ 4) แล้วเหยียบคันเร่งสุดเกียร์จะเปลี่ยนจากเกียร์ 4 ลงเกียร์ 3 สังเกตจากรอบเครื่องยนต์จะสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย
2. คิก ดาวน์ (Kick Down) ลงมา 2 ตำแหน่ง เช่น ขับรถที่ ความเร็วประมาณ 70 กม./ชม.
(อัตราทดเกียร์ 4) แล้วเหยียบคันเร่งสุดเกียร์จะเปลี่ยนจากเกียร์ 4 ลงเกียร์ 2 ทันที เพื่อให้อัตราทดเกียร์เหมาะสมกับความเร็วขณะขับขี่ ทำให้เครื่องยนต์มีอัตราเร่งมากขึ้น สังเกตจากรอบเครื่องยนต์ที่สูงขึ้นมากกว่าการคิก ดาวน์ (Kick Down) 1 ตำแหน่ง








%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%
10 หนทางให้คุณวางใจ...เกียร์ออโตเมติก
ฉบับที่ 410 ปรับปรุงข้อมูลวันที่ : 30/1/2547 13:17:01
คอลัมน์ DIY ประจำเดือน กุมภาพันธ์ 2004
เรื่อง รอมิวรุส
ภาพ -



เกียร์อัตโนมัติ "เกียร์ออโต้" ดูจะเป็นอุปกรณ์สำคัญที่สุดอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งพวกเรามักจะมองหา... หรือเอามือไปคว้าไว้หลังพอๆกับพวงมาลัยรถก็ว่าได้ และแน่นอน เราจะมองหามันก่อนที่จะบิดสวิตช์กุญแจเสียอีก...

ยุคนี้เราจะชินกับ Automatic Transmission ซะยิ่งกว่า "เกียร์ธรรมดา" Manual Transmission ไปเสียแล้วละครับ ยิ่งจำพวกเกียร์ออโตเมติกแบบใหม่ๆ Lock-UP Torque Converter ที่มี CPU 8 BIT- 16 BIT เข้าไปช่วย Calculation การเปลี่ยนเกียร์ด้วยแล้วละก็ อู้ฮู ก็ยิ่งสะดวกไปกันใหญ่

ล่าสุด CVT หรือ Constantly Variable Transmission ยุคปี 2000 เป็นต้นมา ด้วยแล้วละก็ ยิ่งนุ่มนวลแม่นยำ และแสนจะง่ายดายในการทำงาน แถมยังไม่ยุ่งยากอย่างเกียร์ออโต้สมัยคุณลุง คุณน้า คุณอาซะด้วยละครับ

คอลัมน์ DIY คุณก็ทำได้.. มีจุดประสงค์ใหญ่ที่สำคัญคือ การนำเอาเรื่องราวบางเรื่องที่คุณอาจไม่เข้าใจ หรือไม่สนที่จะต้องเข้าใจ มาเล่าแจ้งแถลงไขให้เป็นเรื่องคุยกันสนุกๆ ตามประสาผู้ใช้มากกว่าจะให้ต้องลงมือซ่อมเอง (นั่นเป็นเรื่องของช่างเขา) เพื่อเป็นพื้นฐานสู่ความเข้าใจในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราเจ้าของรถไม่ควรมองข้าม และน่าทำความเข้าใจ อย่างน้อยก็เอาไว้คุยกับช่างให้รู้เรื่อง (เขาจะได้หลอก "กินเปล่า" เราไม่ได้) เพราะพอเขาชี้แจงเรื่องอะไรๆ ที่เป็นปัญหา เราเจ้าของรถก็เข้าใจและลำดับขั้นตอนการซ่อมแซมได้ เวลาจ่ายค่าซ่อมก็สะดวก อย่างน้อยเราก็ช่วยช่างได้อีกวิธีหนึ่งละครับ

"DIY คุณก็ทำได้" ในฉบับที่แล้ว ผมได้พาทุกท่านล้วงลึกลงไปในห้องเกียร์ออโตเมติก โดยนำเอา VB (Valve Body) หรือ "สมองเกียร์" ออกมาให้ชมกันจะจะ พร้อมทั้งเพื่อนร่วมงาน อาทิ Torque Converter ชุด Vacuum Control วาล์ว Orifice ไปจนถึงคู่มือประจำรถ กำหนดให้ใช้น้ำมันเกียร์ หรือ ATF (Automatic Transmission Fluid) เกรดใด นัมเบอร์ไหน ซึ่งก็ควรใช้ตามนั้น สำคัญคือเปลี่ยนถ่ายก่อนกำหนดตามคู่มือสักหน่อย อย่างน้อยควรเปลี่ยนปีละ 2 หน คือต้นปีกับกลางปีก็จะดีไม่น้อยครับ ว่ากันว่า เกียร์ออโตเมติก หากเราดูแลรักษามันดีๆ จะมีอายุการใช้งานที่ทนทานถึง 20 ปี หรือไม่น้อยกว่า 10 ปี อย่างแน่นอนครับ และเพื่อยืนยันถึงอายุยืนนานของมัน ใน "DIY คุณก็ทำได้" ฉบับนี้ เราจึงควรมาคุยกันถึงหนทางที่เราผู้เป็นเจ้าของจะหาวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องแท้จริง เพื่อความทนทานด้านการใช้งานของมันให้สมกับที่วิศวกรผู้ผลิตเกียร์ออโต้เขาได้ตั้งใจหวังไว้เถิดครับ

หนทางที่จะนำเราไปสู่อายุขัยยืนนานของการใช้เกียร์ออโตเมติกง่ายๆ ให้มีไว้สัก 10 เถอะนะครับ จำง่ายดี เริ่มกันที่

1. ควรเปลี่ยนถ่าย ATF ให้ได้อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

แม้ตามกำหนดที่โรงงานได้กำหนดไว้ในสมุดคู่มือถึง 40,000-45,000 km หรือราว 2-2 1/2 ปี ก็อย่าได้วางใจตามนั้น ด้วยว่าการจราจรของกรุงเทพฯ เรา ติดๆ ขัดๆ ความร้อนสะสมสูงเกือบตลอดการใช้งาน เดี๋ยว ON Gear หรือ OFF Gear อยู่โดยตลอดทั้งวัน นานๆ ทีถึงได้มีโอกาสยืดเส้นยืดสายออกทางไกลหรือขึ้นทางด่วนวันหยุดกับเขาหน่อยนึง

ความร้อนสะสมจากอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูง และการใช้งานวิ่งๆ หยุดๆ ทำให้แรงดันน้ำมัน ATF สูง-ต่ำไม่คงที่ อุณหภูมิมักสูงตลอดเวลาจากแรงดันที่สูงๆ ต่ำๆ ดังนั้นการให้โอกาส AT (เกียร์ออโตเมติก) ได้ดื่มด่ำกับ ATF ใหม่ๆ สดๆ จึงเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เราปฏิบัติได้ไม่ยากครับ อย่าถือว่าสิ้นเปลืองเลยนะ

2. ไม่ควรโยกตำแหน่งเกียร์บ่อย

ควรให้โอกาสมันได้ทำ "หน้าที่อัตโนมัติ" ด้วยตัวของมันเองมากๆ หน่อย เพราะมันถูกออกแบบให้ทำงานตามลำดับขั้นตอนโดยใช้ความเร็วเป็นตัวกำหนดจังหวะการเปลี่ยนเกียร์อยู่แล้วเป็นปกติวิสัย

มีเจ้าของรถบางท่านที่เชื่อคำโฆษณาว่าเกียร์ออโต้สมัยใหม่สามารถโยกเปลี่ยนได้ตามใจชอบ ก็เลยเอานิสัยเดิมที่เคยใช้รถเกียร์ธรรมดามาใช้กับ AT คือเชนจ์ขึ้น-ลง ปรากฏว่า อายุเกียร์ไม่ข้ามปีที่ 2 หรือไม่เกิน 40,000 กม. ด้วยซ้ำครับ พัง! สาเหตุก็มาจากการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ทั้งวันจนเป็นนิสัย ชิ้นส่วนภายในเครียดตลอดเวลา ความร้อนสูงจากแรงดัน ATF ที่สูงเกินไป ทำให้สึกหรอสูง จนแรงดัน ATF ไม่คงที่ ทุกอย่างพังหมดครับ และพังอย่างเร็วซะด้วยครับ!

บางท่านที่ไม่มากประสบการณ์ก็อาจเผลอกด Overdrive (เกียร์สำหรับลดรอบเครื่องยนต์) ไว้ทั้งวัน โดยมิได้สังเกตอาการก็มีครับ

3. ยุคหนึ่งเชื่อกันว่า ถ้าติดไฟแดงก็ควร "พักเกียร์"

ใช่ครับ ผมเองในอดีต 10 ปีก่อนก็ทำเช่นนี้บ่อยๆ คือเต็มใจปลดเกียร์เป็น N ทุกครั้งที่ติดไฟแดง โดยหวังว่าจะช่วยเป็นการพักเกียร์! แต่ความจริงกลับไม่ต้องทำเช่นนั้น

การใช้งาน AT ให้ยืนนาน ควรเข้าใจว่าทุกครั้งที่เรา "OFF Gear" น้ำมัน ATF จะหยุดแรงดันของมันทันทีครับ จำ "หลุมฉิ่ง" Orifice Valve ที่มีลูกปืนเม็ดเล็กๆ ทนๆ กลิ้งอุดและเปิดวาล์ว ATF ได้ไหมครับ ยามใดที่ ON Gear ลูกปืนในหลุมฉิ่งเหล่านี้จะเปิดให้ ATF ผ่านด้วยแรงดันน้ำมัน ATF ที่อัดอยู่เต็ม VB ( Valve body สมองเกียร์) เพื่อ hold ตำแหน่งเกียร์ D อยู่

แต่หากเราเข้าตำแหน่ง N เจ้า ATF ก็หยุดเดิน และไม่ "Standby" ลูกปืนเปิด-ปิด Orifice Valve ก็ปิดตัวลงนอนแอ้งแม้งใน "หลุมฉิ่ง" พอเราเข้าเกียร์ D เพื่อออกตัวในจังหวะไฟเขียว ...เท่านั้นละครับ ATF มันก็แย่งกันสูบฉีดด้วยแรงดันให้ไหลวกวนใน VB สมองเกียร์ จงคิดเอาเถิดครับว่า วันหนึ่งๆ หรือครั้งหนึ่งที่คุณได้ทำเช่นนี้ แรงดัน ATF มันจะขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา ไม่ Constant สักที ของเหลว (ATF) เมื่อเคลื่อนตัวไหลไป-มาด้วยแรงดันบ่อยๆ ความร้อนก็ไม่คลายแต่กลับเพิ่มขึ้นๆ สี่แยกแล้วสี่แยกเล่า หยุดแล้วหยุดเล่า Orifice Valve ต้องทำงานตลอดเวลา เดี๋ยวไหลเดี๋ยวหยุดกะปริบกะปรอย มันจะทนไหวหรือครับ ต่อไปนี้ให้ทำอย่างนี้ครับ

หากหยุดในชั่วแค่ 2-3 นาที ก็ควร "Hold D" เอาไว้ โดยเหยียบแป้นเบรกแทน แต่หากหยุดนานเกินกว่านี้ค่อยเข้า OFF Gear เป็น N อย่างน้อยก็ช่วยยืดอายุเกียร์ได้อีกโขเลยละครับ ด้วยวิธีง่ายๆนี้ จำไว้ต่อไปนี้หยุดแป๊บเดียวไม่ต้องปลดเกียร์

4. อย่าปลดให้เป็น N (ว่าง) เพื่อให้รถไหล เพื่อช่วยประหยัดน้ำมันก่อนหยุดไฟแดง

วิธีช่วยประหยัดน้ำมันเช่นนี้ไม่ดีแน่ แม้จะดีบ้างกับความประหยัดเชื้อเพลิงลิตรละ 10-15 บาท แต่เกียร์ออโต้มันไม่ชอบ ควรปล่อยให้มัน ON Gear ไปจนถึงไฟแดงดีกว่าครับ แล้วแตะเบรกหยุดมันจะทนกว่ามากเลยครับ อีกอย่าง ความประหยัดเชื้อเพลิงด้วยวิธีไหลในตำแหน่ง N ก็ช่วยประหยัดแค่ 2-3% เท่านั้นเอง พูดถึงค่าซ่อมเกียร์ราว 2-3 หมื่น จะคุ้มหรือครับ!?

5. การ Take Off แบบในหนัง คือออกรถให้ล้อเอี๊ยดโชว์นั่นน่ะ อย่าทำเป็นอันขาด

สิ่งที่จะพังเร็วคือ FP (Friction Plate) ที่เรียงเป็นตับอยู่ในเรือนเกียร์ไงครับ มันจะสึกจากความร้อนที่เสียดสีฉับพลัน น้ำมัน ATF ก็ร้อนสูง (ฮีต) บ่อยๆ เข้า เจ้า FP ซึ่งหนาแค่ 2-3 มิลลิเมตร ก็ไหม้ได้ครับ นึกถึงภาพเบิ้ลคันเร่ง บรื้นๆๆ... ในขณะที่ AT อยู่ในตำแหน่ง N วัดรอบขึ้นไปตั้ง 3,000-5,000 rpm แล้วโยกมาที่ N ทันที "จ๊ากโชว์" ได้แน่ครับ แต่ตับไตไส้พุงของ AT มันจะพังคาที่ ในการทำเช่นนี้ไม่ถึง 10 ที ลำพังเจ้าของแบบเราๆ คงไม่ทำเช่นนี้ แต่กล่าวเผื่อไว้สำหรับวัยรุ่นรถซิ่งนะครับ แอบเอารถคุณพ่อคุณแม่ หรือเด็กอู่บางคนแอบเอารถลูกค้าไปซิ่งเล่น ปรากฏว่าพังครับ พังชั่วไม่ข้ามคืนนี้แหละครับ

ฉะนั้น อย่า Take Off เพื่อ Show Off เป็นอันขาดครับ!

6. ขณะลากจูง หรือใช้ระบบ "Fly in Four" หรือ "Shift on the Fly" ควรศึกษาคู่มือให้ดี

ก่อนอื่นให้ทราบจากผู้ขาย หรือคำโฆษณา หรือคู่มือประจำรถก่อนว่าเขากำหนดความเร็วในการเล่นฟังก์ชันไว้เท่าใด

ในเกียร์ AT ยุคก่อน ในกรณีต้องลากจูงรถ เขาจะกำหนดความเร็วมักไม่เกิน 40 กม./ชม. ซึ่งเร็วแค่นี้จะไม่เป็นการทำลายเกียร์ ในรถรุ่นใหม่ เกียร์ CPU อาจลากได้เร็วขึ้นถึง 60-80 กม./ชม. แต่หากไม่แน่ใจ ควรลากไปเรื่อยๆ ที่ความเร็ว 40-50 กม./ชม. แค่นี้ดีมากครับ ไม่ว่าเกียร์ออโต้ของเราจะเป็นยุคไหนๆ ปลอดภัย ถนอมมันเอาไว้ก่อนจะดีกว่าครับ

ส่วนรถ OFF Road 4x4 ประดามีที่โฆษณากันว่าเปลี่ยนเป็นขับ 4 ล้อได้ ในขณะที่วิ่งเร็วๆ เราเจ้าของรถก็ควรเข้าใจให้ถ่องแท้ว่า ในคู่มือกำหนดไว้เช่นไร ที่ความเร็วไม่เกินเท่าไร ก็สมควรปฏิบัติตามนั้นครับ

ฟังก์ชันเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจาก 2 ล้อ มาเป็น 4 ล้อ ขณะรถวิ่งถูกเรียกว่า "Fly in Four" หรือ "Shift on the Fly" จะกำหนดไว้เฉพาะการขับเคลื่อนจาก 2H มาเป็น 4H หรือจากขับเคลื่อนปกติ 2 High เป็น 4 High เท่านั้น ความเร็วที่โฆษณาไว้ก็แถวๆ 60-80 กม./ชม. ไม่ถึง 100 กม./ชม. เพราะอัตราทดเกียร์ของแต่ละยี่ห้อที่โฆษณา รวมถึงเส้นรอบวงจากขนาดของวงล้อก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงและถูกหลงลืม ดังนั้นควร "เมคชัวร์" ในการ Shift on the Fly หรือเปลี่ยนเกียร์จาก 2H มาเป็น 4H ด้วยการใช้ความเร็วต่ำๆ เข้าไว้จะชัวร์กว่า อย่าเปลี่ยนที่ความเร็วระดับ 100 เลยครับ เขาโฆษณาว่าทำได้จริงอยู่ แต่จะทำได้แค่ไหน หรืออายุเกียร์ AT จะทนในอายุการใช้งานเท่าใด เราผู้เป็นเจ้าของรถเท่านั้นที่รับผิดชอบ

หากทำอะไรในความเร็วที่เกินเลยไป บางทีรถอาจพลิกคว่ำในความเร็วขณะที่เปลี่ยน 2H เป็น 4H หรือไม่ก็เกียร์ AT อาจพังเร็วขึ้น

ที่แน่ๆ หากจะใช้ Shift on the Fly (เปลี่ยนจาก 2H เป็น 4H) ขณะรถวิ่ง ควรให้ตำแหน่งเกียร์อยู่ที่ D (อย่าไปที่ D อื่นๆ) และความเร็วแถวๆ 40-50 กม./ชม. ก็จะดี อย่าเชื่อโฆษณาอย่างเดียว ควรใช้หลักความจริงของเกียร์ AT เข้าไว้ครับ

7. ไม่ควรใส่อะไรผสมลงไปใน ATF ..หัวเชื้อน้ำมันเกียร์ AT ?!

เพราะเกียร์ AT ต่างกับเกียร์ธรรมดา 5 สปีด (Manaul 5 Speed) ที่เราเคยใช้ เจ้าอย่างหลังนี่มีหัวเชื้อดีๆ (Additive Fluid) ก็จะช่วยให้ชุดเกียร์หมุนลื่น หมุนเงียบขึ้น แน่นอนครับ เกียร์ธรรมดาถ้าหมุนคล่อง ลื่นดี เกียร์เข้าง่าย เชนจ์เกียร์ได้ฉับไว ขับได้สนุก

แต่เกียร์ AT มันไม่สนครับ เพราะ FP Friction Plate ทำหน้าที่ตามชื่อของมันอยู่แล้ว ความลื่นเหลือล้นในน้ำมัน ATF จึงห้ามเด็ดขาด ควรยืนยันใช้เบอร์เดียว มาตรฐานเดียวกับที่สมุดคู่มือประจำรถกำหนดไว้เท่านั้น อย่างยิ่ง หรือหย่อนจากที่กำหนดในคู่มือโดยเด็ดขาด

อ้อ คำถามที่ว่าน้ำมัน ATF แบบสังเคราะห์สมัยใหม่ที่เหนือมาตรฐานกำหนด ใช้ได้หรือไม่นั้น ควรสอบถามศูนย์บริการหรือผู้ชำนาญดูก่อนครับ แต่หากเป็นผม ผมยังคงยืนยันใช้ตาม spec เดิมครับ เพียงแต่ขยันเปลี่ยนหน่อยเท่านั้นเอง

8. ก่อนเข้า D ควรเหยียบแป้นเบรกไว้ก่อนหรือไม่?

ก็ได้ครับ จะเหยียบก็ได้ หรือไม่ต้องก็ได้ ในกรณีที่เหยียบแป้นเบรกไว้ก็เพื่อไม่ให้รถกระตุกในขณะที่เข้า D เท่านั้นเอง หากเป็นรถเก่า เกียร์รุ่นเก่าๆ เวลา On gear จะกระตุกจนตกใจ ก็ควรเหยียบแป้นเบรกให้เป็นนิสัยก่อนเข้า D เพราะเกียร์ AT รุ่นเก่าจะกระตุกมากจนน่ารำคาญ รวมไปถึงเกียร์ AT ที่มีอายุการใช้งานมานมนานหลายปีอาจมีอาการสึกหรอให้เห็นชัดด้วยอาการกระตุกอย่างแรงน่ารำคาญ การเหยียบแป้นเบรกเพื่อช่วย On gear ด้วยความนุ่มนวลไว้ก่อนเข้า D ก็เป็นสิ่งที่น่าทำ ส่วนจำเป็นมากน้อยอย่างไรก็แล้วแต่กรณีครับ แต่ผมเหยียบแป้นเบรกจนเป็นนิสัยก็ไม่ลำบากแต่อย่างใดครับ

9. หมั่นสังเกตอาการกระตุกของ AT

ยามใดที่เรารู้สึกว่าเกียร์ AT ที่เราใช้อยู่ทุกวันมันเกิดกระตุกยิ่งกว่าเดิม อย่าวางใจนะครับ ควรพบช่างเพื่อปรับตั้ง "Vacuum Control : VC" ทันที อย่าแกล้งเมิน บางทีอาการกระตุกของ AT จะหายได้ง่ายๆ ด้วยการปรับตั้ง VC เท่านั้นเอง แป๊บเดียวก็เสร็จ

แต่ถ้าหาก VC ถูกใช้มานานหลายปีดีดักแล้วละก็ สมควรสั่งอะไหล่มาเปลี่ยนใหม่ครับ ไม่ควรซ่อม เพราะชื่อมันก็บอกครับว่าเป็น Vacuum ซึ่งความหมายก็คือ มันทำงานด้วยสุญญากาศเท่านั้น เสียแล้ว เสื่อมแล้ว รั่วแล้วซ่อมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนยกชุดของแท้ครับ

แต่หากเปลี่ยน VC ใหม่ยกชุดแล้ว ยังมีอาการ คราวนี้ก็ควรล้างสมองเกียร์ VB ด้วยน้ำยา Flush & Fill สักที หากไม่ปล่อยให้อาการนี้เกิดขึ้นนานจนลำบากยุ่งยากละก็ แค่ล้างด้วยน้ำมัน Flush & Fill เดี๋ยวเดียว ชุด VB สมองเกียร์ ก็สะอาดเอี่ยมอีกครั้ง ไม่กระตุกอีกต่อไปชั่วระยะเวลาอีกนานปี

10. หลังจากสตาร์ทรถเกียร์ AT แล้ว อย่าผละออกจากรถไปที่อื่น !

บางครั้งเจ้าของรถอาจเผลอเข้าตำแหน่ง D เอาไว้โดยไม่รู้ตัว ลำพังเมื่อเปิด แอร์ เอาไว้ เจ้าอุปกรณ์ Idle UP Speed หรือเรียกกันว่า "Vacuum Air" อาจตัดเอาดื้อๆ เพราะอุณหภูมิความเย็นหนาวของแอร์แต่ละเวลา เย็นเร็วเย็นช้าไม่เท่ากัน ที่ตำแหน่งเกียร์ D บางครั้งเมื่อมีโหลดแอร์ รถเราถูกโหลดด้วยการเปิดแอร์ รถก็อาจจะหยุดนิ่งได้ แต่พอ Vacuum Air ตัด เครื่องยนต์ก็ปลดโหลดแอร์ไปอีกหน่อย รอบเครื่องยนต์เร่งขึ้นเอง ราว 500-700 rpm ก็อาจจะส่งผลโดยตรงให้เกียร์ ON D ทันที รถอาจวิ่งออกไปได้ดื้อๆ

หรือบางทีโรงจอดรถเป็นเนินลาดขึ้น พอ Vacuum Air ตัด รอบก็เร่ง 500-700 rpm อาจจะทำให้รถวิ่งเองได้ด้วยเกียร์ D ที่เผลอเข้าเอาไว้ เรื่องไม่เป็นเรื่องก็มักเป็นเรื่องพาดหัวหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยๆ ครับ ผมเคยโดนกับตัวคือ เผลอ ON D เอาไว้ แล้วรถมันวิ่งไปเอง! เร็วเสียด้วยครับ ในระดับความเร็วสัก 15 กม./ชม. ปีนฟุตบาทชนรั้วข้างบ้านเฉยเลยครับ ...เฮ้อ...


ยังมีเรื่องราวอีกมากมายหลายหลากที่เป็นเรื่องง่ายดายที่เราควรเข้าใจ ซึ่งใน "DIY คุณก็ทำได้" ฉบับหน้าจะได้นำเอาเรื่อง "วิธีตรวจตราดูแลเครื่องยนต์หัวฉีด" ด้วยตัวคุณเอง เนื้อหาเหมือนเดิมครับ



%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%
BOS Basic Operation Save : จะขับแบบเขา !...หรือ...ประหยัดแบบเรา ?...
ฉบับที่ 420 ปรับปรุงข้อมูลวันที่ : 1/6/2548 15:29:44
คอลัมน์ TECHNICALS ประจำเดือน ธันวาคม 2004
เรื่อง กองบรรณาธิการนิตยสารกรังด์ปรีซ์
ภาพ -


BOS Basic Operation Save
จะขับแบบเขา !...หรือ...ประหยัดแบบเรา ?...

"เรียนรู้เพื่อความเข้าใจ...นำไปปฏิบัติได้ทันที"

DIY แบบง่าย ๆ ที่ช่วยแปรเปลี่ยน "นามธรรม" ให้เป็น "รูปธรรม" อย่างเด่นชัด ในความหมายที่ช่วยให้คุณเข้าใกล้ความเป็น "Motorist" มากยิ่งขึ้น


นักวิชาการด้านเศรษฐกิจสังคมไทยมีคำกล่าวอยู่เสมอครับว่า..."คนไทยเราส่วนใหญ่มักดำเนินชีวิตอยู่แบบ "นามธรรม-Abstract" คือรู้และเข้าใจ แต่ไม่ (ยัก) นำพาเอามาใช้ให้เกิดเป็นประโยชน์โภชผลในเชิงปฏิบัติในเชิง "รูปธรรม-Concrete" (สักที)

ตามคำขอที่เร่งด่วนของหลาย ๆ ท่านที่อยากทราบวิธีขับขี่ที่ช่วยเพิ่มความประหยัดอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอันที่จริงเรื่องแบบนี้เขียนเป็นตำราว่าด้วย BOS ได้นับ 100 วีธี ที่ "นักรถยนต์" เช่นเราสามารถขับขี่ให้ประหยัดได้ในรถยนต์คันเดิมของเรา หากแต่ผมจะขอเอ่ยแบบ 10 วิธีง่าย ๆ ให้คุณนำไปใช้กับรถยนต์ของคุณ แม้จะเล็กแค่ 1,000 ซี.ซี. หรือ 4,000-5,000 ซี.ซี. วิธีเหล่านี้จะช่วยให้คุณประหยัดได้...จนกว่า...จนกว่าจะ ETERNAL- GASOHOL หรือเชื้อเพลิงทดแทนอย่างอื่นจะทันใช้ ถึงตอนนั้นเราค่อยมาคุยกันเรื่อง... "10 วีธี ขับขี่ให้เปลือง" กันใหม่...ดีไหมเอ่ย!?


เพื่อให้ง่ายในการแปรเปลี่ยน "นามธรรม" ให้เป็นความประหยัดที่เห็นได้ชัดแบบ "รูปธรรม" ผมจึงนำ "แบบเขา" กับ "แบบเรา" มาเทียบเป็นตารางเปรียบเทียบแบบง่าย ๆ ที่คุณหรือใคร อ่านแล้วเข้าใจ และนำไป BOS ได้ในทันที


1. ขับไปตามอำเภอใจ...ประหยัดเป็นไง...อยากได้แต่ไม่ทำ

ต่อไปนี้คุณควรทำ Marking ขีดสะท้อนแสงบน "เกจ์วัดรอบ" เอาไว้ โดยขีดนั้นจะแต้มไว้ที่กึ่งกลางระหว่าง "ขีดแดง" ของเกจ์วัดรอบ ตัวอย่างเช่น เกจ์วัดรอบของรถคุณ "RED LINE" ไว้ที่ 6,000 rpm และเพียงแค่คุณนำสติกเกอร์สะท้อนแสงเจียร์บาง ๆ มาแต้มเอาไว้ที่เลข 30 x 100 (3,000 rpm) และใช้รอบเครื่องยนต์โดยให้เข็มวัดรอบวิ่งแตะตรง "กึ่งกลาง RED LINE" นี้ไว้ คุณจะได้ความประหยัดระหว่าง 10-15% ในทันทีที่ปฏิบัติ โดยเฉพาะที่ความเร็ว 60-80-100 กม./ชม.

ไหน ๆ ก็ "ตัดแปะ" เกจ์วัดรอบแล้ว เศษสติกเกอร์ที่เหลือก็เอามาแปะไว้ที่เกจ์วัดเชื้อเพลิง โดยกะเอาว่าคุณน่ะใช้น้ำมันเป็นกิจวัตรประจำวันกี่ขีด แปะไว้ตรงนั้นพอดี เมื่อเข็มลดเกินกว่านี้ คุณกำลังเปลืองและจงรู้ตัว!

2. ลมยางช่างมันเถอะ !

เติมลมยางให้มากกว่าเดิม 2-3 ปอนด์ เมื่อตอนยางเย็นตัว เพื่อลดตารางนิ้วสัมผัสของ "หน้ายาง" และผิวถนนจาก 10-12 ตร.นิ้ว ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานเดิม ๆ (แต่ต้องขอบอกว่า หน้าสัมผัสน้อย การยึดเกาะถนนก็จะน้อยลงไปด้วย) ลงเหลือเพียง 6-8 ตร.นิ้วต่อหนึ่งหน้ายาง ง่าย ๆ เท่านี้กลับมีผลประหยัดให้คุณเกิน 10% เชื่อหรือไม่?

3. ร้อยละ 50...ผ้าเบรก (มัก) บีบติดจานเบรก

เบรกล่ะ ตรวจตราบ้างหรือไม่ ลองอ้าระยะของผ้าเบรกออกไปเพียงแค่ 1-2 มม. เพื่อลดระยะสีระหว่างผ้าเบรกที่มักบีบตัวกับจานดิสก์เบรก ด้วยวิธีง่าย ๆ โดยใช้เวลาเล็กน้อยช่างเบรกจะจัดการ "อ้า" หรือ Clearance ระยะเบรกให้คุณโดยมิมีผลร้ายในการหยุดรถของคุณแม้แต่น้อย และเชื่อไหมล่ะว่า เบรกที่ติดจาน มันแอบผลาญน้ำมันคุณมาเป็นแรมเดือนทีเดียวครับ




4. แคตตาไลติก ! มันอยู่ตรงไหนหว่า ?

เจ้าของรถยนต์ตั้งมากมายที่ไม่ยักกะรู้ว่า Catalytic Converter น่ะ มันมีอายุงานแค่ 80,000 กม. หรือราว 4 ปี (เท่านั้นเอง) จะให้ดีเปลี่ยนมันซะแถวๆ 60,000 กม. (แถว 3 ปี) จะดีกว่าครับ เพราะ "CAT-CON" ตัวนี้จะกลายเป็น "แมวอ้วนจอมตะกละ" พร้อมผลาญน้ำมันเพิ่มระหว่าง 30-40% ทันทีที่ 3-4 ปีของการขับ

5. AIR FLOW-Meter เจ้าปัญหา !

เครื่องยนต์สมัยใหม่ของคุณ มี "แอร์บ็อกซ์" ยูนิตไว้ โดยมี A/F เป็นอุปกรณ์ ECU วัดค่าการไหลของปริมาณอากาศเพื่อ MAP-Sensor (Maniflow Absolute Pressure) เข้าไปประมวลการจุดระเบิดให้เผาไหม้อย่างเหมาะสมและหมดจด จะว่าไปคุณหรือใคร ๆ อาจไม่สนใจมัน เพียงแค่เปิดออกมาชะล้างทำความสะอาดบ้าง นอกจากทางเดินของอากาศจะสะอาดแล้ว ความผิดพลาดจากการสั่งงานที่สกปรกของมันก็จะคืนความประหยัดให้คุณได้นับ 10% หรือด้วยวิธีง่าย ๆ คุณหมั่นเป่าไส้กรองอากาศ หรือ Air filterให้บ่อยขึ้น วิธีง่าย ๆ ใช้เวลาแค่ 10 นาทีในแต่ละสัปดาห์ ปัญหาของ A/F สกปรกหรืออุดตัน มันก็จะหายไปเลยครับ

6. น้ำมันเครื่องลื่นอยู่แล้ว

จากผลทดสอบทุกตารางการทดสอบ ผลปรากฏว่า น้ำมันเครื่องแบบ SYNTHETIC 5W-50 ถึงจะแพงไปสักหน่อย แต่ผลด้านความประหยัดจากความบางใสอันคงที่ในทุกอุณหภูมิของมัน ก็ปรากฏเป็นตัวเลขความประหยัดที่มากกว่าน้ำมันเครื่องแบบธรรมดา 20W-40 ถึง 0-15% นอกจากนั้นคุณสมบัติในการรักษาอุณหภูมิอันคงที่ของมันนั้น ยังมีผลดีเยี่ยมต่อการทำความสะอาดห้องเผาไหม้ที่เคยสกปรกจากเขม่าและคาร์บอน รวมถึงสารประกอบอื่น ๆ ที่จับตัวจากความกดดันและอุณหภูมิสูง ๆ ช่วยต้านการน็อกและลดแรงต้านการจุดระเบิดและให้การประจุไอดีได้อย่างยอดเยี่ยมด้วย ต่อไปนี้คุณคงไม่มองน้ำมันเครื่องแค่ความลื่นไหลอีกต่อไปแล้วใช่ไหม?

7. จัดระเบียบเครื่องยนต์...ทำไปทำไม...เปลือง(ว่ะ)

เดี๋ยวนี้รถพันธุ์ใหม่ พวกมันล้วนต้องการให้คุณ "จัดระเบียบ" อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง พวกมันชอบให้คุณ Engine function Analysis กันทั้งนั้นแหละ วิธีนี้พวกมันจะสามารถคุยกับคุณได้ถึงความเจ็บไข้ไม่สบายของพวกมัน เดี๋ยวนี้คุณคุยกับเครื่องยนต์ได้แล้วนะ มันอาจมีเรื่องร้องเรียนตั้งมากมายที่เคยอึดอัดคับใจในแต่ละปีที่ผ่านมา และคุณจะคุยกับมันได้ด้วยเครื่องมือแปล "ภาษารถเป็นภาษาคน" ได้ด้วย DIAGNOSIS ENGINE SYSTEM เพียงแค่นี้ ระบบภายใน ระบบเผาไหม้ ระบบต่าง ๆ อีก 2-3 อย่างจะบอกกล่าวต่อคุณว่า มันพร้อมแค่ไหนในด้านประสิทธิภาพเพื่อความประหยัด

8. เกียร์ AUTO ล่ะ...อย่าไปยุ่งกะมัน !

การลดตำแหน่งเกียร์ออโตเมติกลงมาจะช่วยคุณประหยัดได้ 10-15%
ก่อนอื่นคุณควรเข้าใจว่า ตำแหน่งออโต้ เกียร์ D-D1-D2-D3 และ Overdrive จะช่วยคุณประหยัดได้ หากใช้ให้เหมาะสม

D1 หรือไดร์ฟ คือเกียร์ต่ำ มันจะทำงานที่ความเร็ว 0-30 กม./ชม.
D2 คือ เกียร์ 1 และเกียร์ 2 มันจะเปลี่ยนกลับไป-มา 2 ตำแหน่ง ในช่วงความเร็ว 35-60 กม./ชม.
D3 คือ เกียร์ 1-2-3 มันจะเปลี่ยนกลับไป-มา 3 ตำแหน่งในช่วงความเร็วระหว่าง 35-95 กม./ชม.
D4 คือ เกียร์ 1-2-3-4 ที่จะเปลี่ยนกลับไป-มา ถึง 3 ตำแหน่งจาก D2-D4 ระหว่างความเร็ว 35 เกินกว่า 125 กม./ชม.(รถยนต์ขนาดมาตรฐาน 1,600-2,000 ซี.ซี.)

การเปลี่ยนกลับไปมาของเกียร์ออโต้และรอบเครื่องยนต์ มีผลต่อความสิ้นเปลืองทั้งสิ้น ยิ่งเปิดโอกาสให้จังหวะของเกียร์ออโต้ทำงานมากในด้านเปลี่ยนไป-มานั้น ก็จะยิ่งใช้ลมดูด Vacuum จากท่อไอดีมาช่วยในการเปลี่ยนเกียร์ทั้งสิ้น และทุกครั้งที่จังหวะเกียร์เปลี่ยนกลับไป-มาโดยอัตโนมัตินั้น ยิ่งเปลี่ยนมาก ลมดูดจากท่อไอดีก็ถูกใช้ไปมากและบ่อย ทำให้เครื่องยนต์บางแบบขาดไอดีที่ถูก "ลมดูด" ไปใช้ในการเปลี่ยนเกียร์แต่ละครั้ง และทุกครั้งที่เครื่องยนต์ขาดไอดีนั้น มันจะชดเชยด้วยการเปิดลิ้นเร่งเชื้อเพลิงเพื่อนำไอดีที่ขาดนั้นสู่เครื่องยนต์โดยอัตโนมัติ

วิธีการใช้เกียร์ออโตเมติกให้ประหยัดของคุณนั้น สามารถกระทำได้โดยง่าย ด้วยการใช้เกียร์ออโต้ให้เหมาะกับสภาวะจราจร ด้วยการปรับตำแหน่งเกียร์ออโต้ให้เหมาะสม เช่น ไม่ควรคา D4 (เกียร์สูงสุด) ไว้ในทุกกรณี

เมื่อคุณใช้ความเร็วต่ำในการจราจรที่มีค่าเฉลี่ยแค่ 30-50 กม./ชม. ตำแหน่งออโต้ที่เหมาะสมคือ D2 ซึ่งมันจะเปลี่ยนไปมาได้คล่องตัวและรวดเร็วกว่า แถมยังขโมย "ลมดูด" น้อยและเพียงสั้น ๆ ในเสี้ยววินาทีเท่านั้น ลิ้นเร่งไม่ทันจะรู้ตัวด้วยซ้ำ ต่อเมื่อหนทางโล่งการจราจรคล่องตัว คุณจึงค่อยใช้ D3 หรือ D4 ที่ความเร็วสูงในถนนโล่งตามความเหมาะสม

O/D หรือ Overdrive หรือเกียร์ปลายช่วยลดรอบ อย่าเผลอกดคาไว้ ด้วยเข้าใจว่าการลดรอบจะช่วยให้ประหยัด แต่มันยิ่งเปลืองมากขึ้นเป็นเท่าตัว เมื่อคุณใช้มันไม่เหมาะสม

9. เครื่องร้อน เครื่องเย็น...ไม่เห็นจะเกี่ยวกับความประหยัด




เครื่องยนต์สมัยใหม่ ล้วนใช้อิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์เข้าประมวลผลทั้งสิ้น อุณหภูมิเครื่องยนต์ (Engine Temperature) ปริมาณออกซิเจนในไอเสีย (Oxygen Sensor) การจุดระเบิด (Ignition) วงจรควบคุมการเดินเบา (Idle Speed Control) ล้วนเกี่ยวข้องกับความสิ้นเปลืองอันเป็นบริบททั้งสิ้น การล้างหม้อน้ำปีละ 1-2 ครั้ง พร้อมการเปลี่ยน "ออกซิเจนเซ็นเซอร์" ที่ตรวจจับไอเสียทุก 40,000 ก.ม. หรือ 2-3 ปี จะมีผลต่อการเผาไหม้ และการเดินเบาที่แม่นยำ เพราะความสิ้นเปลืองระหว่าง 40-70% นั้น จะเกิดขึ้นขณะเครื่องยนต์เดินเบา (Idle speed control) ที่ขาดประสิทธิภาพ ยิ่งเครื่องยนต์ของคุณเก่าเท่าใด การเอาใจใส่ในด้านอุณหภูมิหม้อน้ำ และ Oxygen Sensor ก็ยิ่งน่าใส่ใจครับ

10. ออกเทนต่ำ ราคาก็ต่ำ ช่วยประหยัด

เห็นจะไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อพบความจริงว่า เมื่อเราเติมเบนซินที่มีค่าออกเทนต่ำกว่ากำหนดลงไปในเครื่องยนต์เพื่อผลด้านความประหยัดเงินนั้น ผลที่ได้กลับไม่คุ้ม เพราะแม้จะขับได้จริงในความเร็วต่ำ แต่เครื่องยนต์ก็จะลดประสิทธิภาพลงมาด้วยองศาการจุดระเบิด (Retard Ignition timing) ที่ต่ำลง เพื่อให้เหมาะสมกับค่าการเผาไหม้ตามค่า RON Rate Octane Number นั้น ๆ เมื่อเครื่องยนต์ลดประสิทธิภาพลง กำลังของมันก็ลดน้อยลงระหว่าง 15-25% นั่นเกือบเท่ากับว่า แรงม้า 100 ตัว ที่เคยแบกน้ำหนัก 1,000 กก.ของคุณ เหลือเพียง 80-85 ตัวเท่านั้น ดังนั้น คุณจะสิ้นเปลืองมากยิ่งขึ้นเมื่อเติมออกเทนที่ต่ำกว่าค่ากำหนด และเมื่อคุณวิ่งเหยียดยาวเท่าใด ความสิ้นเปลืองก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

ด้วย 10 วิธีง่าย ๆ ที่ผ่านการพัฒนาและกลั่นกรองให้เหมาะสมกับบทบาทของเครื่องยนต์ยุคใหม่ของคุณ จะช่วยให้คุณ BOS ได้ทันทีถึง 20% โดยพื้นฐานการปฏิบัติ อย่างน้อยก็เพื่อลด GAP จากค่าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น 35-45% ในขณะนี้ ให้เหลือเพียงแค่ 15-25% เท่านั้น มันไม่ดีตรงไหนหรือครับ...ช่วยบอกหน่อย



###############################################################################################################################################################################




รถเก๋งนั่งในรุ่นใหม่ๆ (ไม่เกินกว่าสิบปีมานี้) ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนล้อหน้าหรือขับเคลื่อนล้อหลัง ระบบส่ง กำลัง ก็จะเป็นระบบเกียร์ออโตเมติกไปเสียเป็นส่วนมากแล้ว แต่ระบบเกียร์ธรรมดาก็ยังมีใช้อยู่กันมากมายเช่นกัน
นิยามของเกียร์ที่เรียกกันว่าอัตโนมัติทุกวันนี้ ควรที่จะถูกกำหนดเป็น "เกียร์กึ่งอัตโนมัติ" เสียมากกว่า เพราะผู้ขับขี่ยังต้อง โยกคันเกียร์ไปมาอยู่ ซึ่งหากเป็นเกียร์อัตโนมัติจริงๆ ก็ควรที่จะไม่ต้องมีคันเกียร์มาให้เกะกะยุ่งยากเลย มีแค่ผลักให้เดินหน้า หรือ ถอยหลังแบบรถที่ใช้ในสนามกอล์ฟ นั่นล่ะพอแล้ว





ถ้าจะพูดกันว่า ใน ห้องเกียร์ นั้นมีอะไรกันบ้างที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ ก็คงเป็นเรื่องที่จะเป็นวิชาการกันมากเกินไป แต่ถ้าจะ อธิบาย กันพอเข้าใจได้ง่ายๆ ก็จะแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ได้สัก 3-4 ชุด คือ

ชุดที่เป็น เพลา จะมีหน้าที่รับกำลัง และส่งกำลังชุดเฟืองเกียร์ ซึ่งจะถูกจัดให้อยู่เป็นคู่ๆ คือ คู่ใครคู่มัน เช่น ชุดเฟืองเกียร์หนึ่ง ชุดเฟืองเกียร์ 2-3-4-5 และชุดเฟืองเกียร์ถอยหลัง จากนั้นก็จะเป็นชุดเข้าเกียร์ ก็จะมีเฟืองเลื่อนเกียร์ ชุดหน่วงความเร็วของเฟืองเกียร์ หรือที่เราได้ยินได้ฟังกันว่า Synchromech ส่วนอื่นๆ ก็มี ท่อหายใจ (Breather) ซึ่งจะช่วยระบายความร้อนในห้องเกียร์ ซีลกันน้ำมัน และแน่นอน คือ น้ำมันเกียร์ที่ช่วยในการหล่อลื่น


ในระบบของรถขับเคลื่อน 4 ล้อ คลัตช์ หรือส่วนประกอบของชุดคลัตช์ ไม่มีอะไรที่แตกต่างกับรถขับเคลื่อนสองล้อ ไม่ว่าจะเป็น ขับเคลื่อนล้อหน้า หรือล้อหลัง ทั้งชิ้นส่วนของส่วนประกอบในระบบ หรือขั้นตอนการทำงานก็ตาม ส่วนในห้องเกียร์ รถขับเคลื่อน 4 ล้อ ถ้าเป็นห้องเกียร์หลักก็จะเหมือนๆ กับรถขับเคลื่อน 2 ล้อ ส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามา เพื่อทำให้รถคันนั้นกลายเป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ก็คือ ห้องเกียร์เสริม ที่ช่างจะเรียกกันว่า ชุดทรานเฟอร์ (Transfer Case)

ซึ่งในชุดเกียร์เสริมนี้ จะถูกกำหนดให้มีอัตราทดที่แตกต่างออกไปตามลักษณะการใช้งาน เช่น ขับเคลื่อนเฉพาะ 2 ล้อ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ตลอดเวลา (Full time 4 wheels drive) หรือขับเคลื่อน 4 ล้อ เมื่อต้องการ (Part time 4 wheels drive) และรวมถึงเกียร์ เพื่อการฉุดลาก (4 wheels drive low range) หรือที่นักขับรถประเภทนี้พูดกันว่า เกียร์สโลว์ ในรถประเภทนี้ การดูแลบำรุงรักษา ก็ดูแลกันตามปกติเช่นเดียวกับรถขับเคลื่อนสองล้อที่ใช้คลัตช์ และเกียร์


เกียร์ออโตเมติก อันที่จริงไม่ใช่เรื่องยุ่งยากหรือซับซ้อนมากมาย ถ้าย้อน หลังกลับไปกว่า 50 ปี จะพบว่าเกียร์ออโตเมติกรุ่นแรกๆ ของรถแต่ละยี่ห้อ มีเกียร์ อยู่ 2 ถึง 3 เกียร์เท่านั้น ยังไม่มีระบบ Torque Converter ที่มี กลีบเทอร์ไบน์ซับซ้อนหมุนขับน้ำมันไฮดรอลิค เหมือนในปัจจุบันมีเพียง Fluid Coupling และใบพัดห่างๆ หมุนขับน้ำมันเท่านั้น แผ่นคลัทช์ (Friction Plate) คอยรองรับแรงบิดมหาศาลในยุคนั้นหนามาก ช่องทาง เดินน้ำมันห่าง กรองน้ำมันก็ไม่มี
การใช้เกียร์ออโตเมติกแบบเก่า เพียงแค่เร่งให้แรงขึ้นแล้วถอนคันเร่ง เกียร์เปี่ยนไปในเกียร์ที่สูงขึ้น แถมบางรุ่นใช้การกดปุ่มที่วาง เรียงเป็นแถว เรียกกันว่าเกียร์ไฟฟ้า อย่างรุ่นไพโอเนียร์ในสมัยนั้น




ถ้าในปัจจุบันนี้ บริษัทผลิตรถยนต์ยังใช้เกียร์ออโตเมติกแบบเดิม การล้างเกียร์ออโตเมติกเห็นจะไม่จำเป็น เพราะเป็นชิ้นส่วน ขนาดใหญ่ ไม่ละเอียดเหมือนเกียร์ออโตเมติกในปัจจุบัน ที่แผ่นความฝืดมีตั้งแต่ 10 กว่าแผ่นขึ้นไปจนถึงกว่า 30 แผ่นก็มี Valve Body หรือสมองกล ที่สั่งการเปลี่ยนเกียร์ละเอียดถี่ยิบ กรองน้ำมันเกียร์ ชนิดกรองกันเป็นไมครอน แถมก้นแคร้งค์ยังต้องมีแม่เหล็ก ไว้จับเศษโลหะอย่างน้อย 2 จุด เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกสร้างปัญหากับเกียร์
ในเรื่องของเกียร์ออโตเมติกไม่มีสิ่งแปลกปลอมจะมีก็แต่สิ่งสกปรก ที่หลุดออกมาจากแผ่นความฝืด แผ่นเหล็กสปริง (Modul Plate) ซึ่งว่า กันว่าเกียร์ออโตเมติกลูกที่มีชิ้นส่วนน้อยที่สุด ก็มีชิ้นส่วนเกือบ 300 ชิ้น เศษ โลหะจากชิ้นส่วนจะหมุนวนอยู่ในจุดต่างๆ รวมทั้งทอร์คคอนเวอร์เตอร์ อันจะเป็นผลให้การทำงานของเกียร์ผิดปกติ กระชากสะดุด
การขับรถยนต์อย่างผิดวิธีหรือน้ำมันเกียร์ไหม้หลังจากการโอเวอร์ฮีทของเครื่องยนต์ ทำให้ทั้งแผ่นความฝืดและ Band Brake ไหม้ หลุดล่อน เศษโลหะวนเข้าไปในระบบเกียร์

การล้างเกียร์ออโตเมติก (Flush & Filled Auto Trans) ไม่ใช่วิธีแก้หรือ ยาขนานเอก ที่จะทำให้แผ่นคลัทช์ที่ไหม้ไปแล้ว (บางส่วน) หรือชิ้นส่วนที่สึกหรอกลับฟื้นคืนสภาพขึ้นมาใหม่ได้ หากแต่ว่าการล้างเกียร์ออโตเมติก หรือที่เราเรียกย่อๆ ว่า F&F สามารถหยุดความเสียหายไว้ ณ จุดนั้นๆ ยกตัวอย่างเกียร์ที่เกิดความเสียหายหรือสึกหรอไป 25% ทำ F&F แล้วจะหยุดความเสียหาย ไว้ 25% เท่าเดิม (หากเกียร์มีชิ้นส่วนเสียหายเกิน 50% เกียร์ลูกนั้นถือว่าหมดสภาพการใช้งาน)



เพื่อป้องกันและขจัดสิ่งสกปรกออกมาภายในเกียร์ ซึ่งจะเป็นการถนอม และช่วยให้เกียร์ออโตเมติกทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ควรล้างเกียร์ ออโตเมติก ทุกๆ 30,000 กม. สำหรับสภาพการใช้งานปกติ ซึ่งหลังจาก ล้างเกียร์ออโตเมติกแล้ว จะพบว่าในการขับขี่อัตราการถ่ายกำลัง จะตอบสนอง ได้เร็ว เนื่องจากการจับตัวของแผ่นความฝืด และสัมผัสได้เต็มหน้า เช่นเดียว กับรถใหม่ๆ

#2 Guest_96.5%XX_*

  • Guests

Posted 24 July 2007 - 12:18 AM

อ่านจนหมด ตาลายเลยคับ
ดีมากๆขอบคุณคับ :sm10: :sm10: :sm10:

#3 พีช

    Drift King

  • Drift King
  • PipPipPipPipPipPipPip
  • 2,046 posts
  • ชื่อเล่น : ชุ
  • สีรถ : เงินอลาบาสเตอร์
  • รุ่น : 1.8 E AT (AS)

Posted 24 July 2007 - 01:25 AM

ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ..

#4 udomchaip

    Professional

  • Full Member 2
  • PipPipPipPipPipPip
  • 1,010 posts
  • Gender:Male
  • Location:Saimai Rd. Bangkok
  • ชื่อเล่น : ใต้ฝุ่น...(สั้นๆๆ "ฝุ่น")
  • สีรถ : ทองโบลด์เบจ
  • รุ่น : 1.8 S AT (AS)

Posted 24 July 2007 - 06:19 AM

เวลารถติดไม่ควรเปลี่ยนเป็น N บ่อยๆ หรือนี้
ผมนะ เปลี่ยนจาก Dไป N จาก N ไป D เป็นว่าเล่นเลยอ่ะ ....... ก็มันติดอ่ะ
ใครมีเทคนิดดีๆบ้างช่วยแนพนำหน่อยคร๊าบ

#5 Tiger_

    The Legend

  • The Legend
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 7,326 posts
  • ชื่อเล่น : -
  • สีรถ : N/A
  • รุ่น : N/A

Posted 24 July 2007 - 08:09 AM

กว่าจะอ่านจบ
ตาลายไปเลย
แต่ได้ความรู้ดีครับ
:sm16:

#6 juneing

    Drift King

  • Drift King
  • PipPipPipPipPipPipPip
  • 2,246 posts
  • ชื่อเล่น : OooJuNeooO
  • สีรถ : เทาซิลเวอร์สโตน
  • รุ่น : 1.8 S AT (AS)
  • ชื่อเล่นรถ : =วิ่งฉิว=

Posted 24 July 2007 - 09:15 AM

ได้รับเมล์มาเหมือนกัน มีประโยชน์จริงๆ เซฟเก็บไว้และ

#7 capsulenoi

    Drift King

  • Drift King
  • PipPipPipPipPipPipPip
  • 2,367 posts
  • Gender:Male
  • Location:ภูเก็ต-พังงา-กระบี่-ระนอง-ตรัง-กทม
  • ชื่อเล่น : Capsulenoi
  • สีรถ : เทาบลูอิช
  • รุ่น : 1.8 S AT (AS)
  • ชื่อเล่นรถ : capsule

Posted 24 July 2007 - 10:53 AM

:pg22: :pg22: :pg22: :sm06: :sm06: :sm06:

#8 maggie

    สมาชิกสองหมื่นโล

  • Full Member
  • PipPipPipPip
  • 311 posts
  • Gender:Male
  • ชื่อเล่น : Maggie
  • สีรถ : เทาซิลเวอร์สโตน
  • รุ่น : 2.0 EL AT (AS)

Posted 24 July 2007 - 11:24 AM

ขอบคุณสำหรับสาระที่เอามาให้อ่านนะครับ

#9 Wyatt

    สมาชิกหมื่นโล

  • Full Member
  • PipPipPip
  • 101 posts
  • Gender:Male
  • ชื่อเล่น : OT
  • สีรถ : ดำไนท์ฮอว์ก/ดำคริสตัล
  • รุ่น : 1.8 S AT
  • ชื่อเล่นรถ : - W y a t t - : -

Posted 24 July 2007 - 01:26 PM

:sm16: ดีครับ. . . ขอบคุณสำหรับข้อมูลดี ๆ นะครับ คุณเจ้าของกระทู้
:sm14:

#10 Tiger_

    The Legend

  • The Legend
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 7,326 posts
  • ชื่อเล่น : -
  • สีรถ : N/A
  • รุ่น : N/A

Posted 24 July 2007 - 01:30 PM

ว่าแต่ ยังขาดไปอีกนิดนึง คือเกียร์ออโตรุ่นใหม่ๆ ที่เป็น steptronoc หรือ อะไรที่มี + - ให้เล่น
มีข้อควรระวังอย่างไรบ้าง
:sm16:

#11 iMAGE

    Drift King

  • Drift King
  • PipPipPipPipPipPipPip
  • 4,049 posts
  • Gender:Male
  • Location:+RAMA2~LaMpaNG+
  • ชื่อเล่น : * JaMEs+NiT *
  • สีรถ : ดำไนท์ฮอว์ก/ดำคริสตัล
  • รุ่น : 1.8 S AT (AS)
  • ชื่อเล่นรถ : BlackMagic

Posted 24 July 2007 - 04:01 PM

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆคับ :sm04:

#12 nuoy

    มือใหม่ป้ายแดง

  • Full Member
  • Pip
  • 30 posts
  • Gender:Male
  • ชื่อเล่น : nuoy
  • สีรถ : ขาวทาฟเฟต้า
  • รุ่น : 1.8 E AT (AS)

Posted 24 July 2007 - 04:09 PM

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดี ๆ ที่นำมาให้อ่าน นะครับ :pg22:

#13 pooja

    The Legend

  • Guardian Spirit
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 11,958 posts
  • Gender:Female
  • ชื่อเล่น : -- ปุ๊ จ๋ า --
  • สีรถ : เงินอลาบาสเตอร์
  • รุ่น : 1.8 E AT (AS)
  • ชื่อเล่นรถ : ---(^o^)---

Posted 24 July 2007 - 05:04 PM

Posted Image

#14 hippo

    Drift King

  • Race Queen
  • PipPipPipPipPipPipPip
  • 2,574 posts
  • Gender:Female
  • Location:รามคำแหง-บางกะปิ
  • ชื่อเล่น : $$ K@E $$
  • สีรถ : เทาซิลเวอร์สโตน
  • รุ่น : 1.8 E AT (AS)
  • ชื่อเล่นรถ : ~Ruk@wA~

Posted 24 July 2007 - 07:19 PM

ขอบคุณค่ะ กับข้อมูลดีๆ :sm10:

#15 Anutra SC

    Drift King

  • Drift King
  • PipPipPipPipPipPipPip
  • 4,605 posts
  • Gender:Male
  • Location:สะแกกรัง เจ้าพระยา ห้วยหมากแข้ง
  • ชื่อเล่น : somchai
  • สีรถ : ดำไนท์ฮอว์ก/ดำคริสตัล
  • รุ่น : 1.8 E AT (AS)
  • ชื่อเล่นรถ : จ้าวดำแห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง

Posted 25 July 2007 - 08:36 PM

ได้ความรู้เพิ่มมากเลย แต่ก็ใช้เวลาอ่านมากเช่นกัน คงต้องมาอ่านซ้ำอย่างช้า ๆ และทำความเข้าใจอีกที ขอบคุณครับ

#16 O_jattawa

    The Legend

  • The Legend
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 8,092 posts
  • Location:สีลม - อุดมสุข
  • ชื่อเล่น : โอ๋
  • สีรถ : เงินอลาบาสเตอร์
  • รุ่น : 1.8 S AT (AS)

Posted 25 July 2007 - 09:44 PM

ละเอียดยิบ ขอบคุณครับ

#17 Mae_May

    Turn Pro

  • Full Member 2
  • PipPipPipPipPip
  • 717 posts
  • Gender:Female
  • Location:Big C wongsawang
  • Interests:Civic fd<br />ท่องเที่ยว<br />Shopping
  • ชื่อเล่น : noi
  • สีรถ : เงินอลาบาสเตอร์
  • รุ่น : 1.8 E AT
  • ชื่อเล่นรถ : Silver

Posted 25 July 2007 - 10:03 PM

ขอบคุณค่ะ ข้อมูลดี ๆ เพียง

แต่อ่านจนตาลายเลยง่ะ :sm04:


#18 victor

    The Legend

  • Guardian Spirit
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 13,411 posts
  • Gender:Male
  • ชื่อเล่น : ไม่ผอม
  • สีรถ : ดำไนท์ฮอว์ก/ดำคริสตัล
  • รุ่น : 1.8 S AT (AS)

Posted 26 July 2007 - 12:09 AM

:pg19: กว่าจะอ่านจบ

ขอบคุณครับ

#19 kwan

    สมาชิกหมื่นโล

  • Full Member
  • PipPipPip
  • 164 posts
  • ชื่อเล่น : kwan
  • สีรถ : ดำไนท์ฮอว์ก/ดำคริสตัล
  • รุ่น : 1.8 E AT (AS)

Posted 26 July 2007 - 10:10 AM

ชอบๆๆครับ ชอบอ่านแบบนี้มากเลย :sm07:

#20 Mangpoe

    สมาชิกหมื่นโล

  • Full Member
  • PipPipPip
  • 133 posts
  • ชื่อเล่น : Mangpoe
  • สีรถ : ดำไนท์ฮอว์ก/ดำคริสตัล
  • รุ่น : 1.8 S AT
  • ชื่อเล่นรถ : Best

Posted 27 July 2007 - 10:41 AM

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆครับ ผมจะเซฟไว้อ่าน

:sm07: :sm07: