อัปเดตล่าสุด:

Civic FC: 1.8 i-VTEC vs 1.5 VTEC Turbo

Honda Civic FC (รุ่น 10) เป็นรถที่มาพร้อมกับตัวเลือกเครื่องยนต์ที่น่าสนใจ 2 แบบ คือ เครื่อง 1.8 ลิตร i-VTEC แบบ Natural Aspiration (NA) ที่คุ้นเคยและพิสูจน์ความทนทานมาแล้ว และเครื่อง 1.5 ลิตร VTEC Turbo ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ของ Honda ซึ่งให้ทั้งกำลังและความประหยัด การตัดสินใจเลือกระหว่างความทนทานที่พิสูจน์แล้วของเครื่อง 1.8 NA กับความแรงและประหยัดของ 1.5 Turbo ที่มาใหม่เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ บทความนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

สรุปจุดเด่นและจุดที่ต้องพิจารณา

Civic FC 1.8 EL

  • • เครื่อง R18Z 141 แรงม้า (NA)
  • • ทนทานสูง ปัญหาจุกจิกน้อย
  • • ดูแลรักษาง่ายกว่า
  • • ราคาถูกกว่า 100,000+ บาท
  • • เหมาะกับการใช้งานทั่วไป

Civic FC 1.5 Turbo RS

  • • เครื่อง L15B7 173 แรงม้า (Turbo)
  • • แรงกว่า ประหยัดกว่า
  • • ออปชันครบกว่า (Honda Sensing)
  • • ต้องดูแลระบบเทอร์โบเป็นพิเศษ
  • • เหมาะกับคนชอบสมรรถนะ

เปรียบเทียบเครื่องยนต์: R18Z NA vs L15B7 Turbo

ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือเทคโนโลยีเครื่องยนต์ โดย 1.8 ใช้เครื่อง NA แบบดั้งเดิมที่ทนทาน ส่วน 1.5 Turbo ใช้เทคโนโลยี Turbocharger ร่วมกับ Direct Injection:

รายละเอียดFC 1.8 (R18Z)FC 1.5 Turbo (L15B7)
ขนาดเครื่องยนต์1,799 ซีซี1,498 ซีซี
กำลังสูงสุด141 แรงม้า @ 6,500 รอบ173 แรงม้า @ 5,500 รอบ
แรงบิดสูงสุด174 นิวตัน-เมตร @ 4,300 รอบ220 นิวตัน-เมตร @ 1,700-5,500 รอบ
ระบบวาล์วSOHC i-VTEC 16 วาล์วDOHC VTEC Turbo 16 วาล์ว
ระบบฉีดน้ำมันMulti-Point InjectionDirect Injection + Turbo
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.~10.8 วินาที~8.2 วินาที
ความเร็วสูงสุด~190 กม./ชม.~210 กม./ชม.
อัตราสิ้นเปลือง (เมือง)10-12 กม./ลิตร11-13 กม./ลิตร
อัตราสิ้นเปลือง (ทางด่วน)14-16 กม./ลิตร16-19 กม./ลิตร

เครื่องยนต์ R18Z 1.8 i-VTEC (Natural Aspiration)

เครื่อง R18Z เป็นเครื่อง SOHC i-VTEC รุ่นปรับปรุงจากเครื่อง R18A ที่ใช้ใน FD และ FB โดยมีการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น:

  • ความทนทานสูง: เป็นเครื่องยนต์ที่พิสูจน์ความทนทานมาแล้วในรุ่น FD และ FB สามารถวิ่งได้เกิน 300,000 กม.
  • ซ่อมบำรุงง่าย: โครงสร้างเรียบง่าย ชิ้นส่วนหาง่าย และช่างทั่วไปซ่อมได้
  • ค่าบำรุงต่ำ: ไม่มีชิ้นส่วนซับซ้อนเหมือน Turbo ค่าบำรุงรักษาต่ำกว่า
  • การตอบสนองเชิงเส้น: พลังออกมาแบบเชิงเส้นตรง คาดการณ์ได้ง่าย ไม่มี Turbo Lag
  • ปัญหาจุกจิกน้อย: มีปัญหาน้อยมาก หากดูแลตามระยะ

เครื่องยนต์ L15B7 1.5 VTEC Turbo

เครื่อง L15B7 เป็นเครื่องยนต์ Turbo ตระกูล Earth Dreams ที่ Honda พัฒนาขึ้นมาใหม่ ใช้เทคโนโลยี Direct Injection และ Turbocharger:

  • กำลังสูง: ให้ 173 แรงม้า และแรงบิด 220 นิวตัน-เมตร สูงกว่า 1.8 อย่างเห็นได้ชัด
  • แรงบิดต่ำ: แรงบิดสูงสุดเข้ามาตั้งแต่ 1,700 รอบ ทำให้ตอบสนองเร็วมาก
  • ประหยัดน้ำมัน: แม้จะแรงกว่า แต่กลับประหยัดน้ำมันกว่า 1.8 โดยเฉพาะทางไกล
  • เทคโนโลยีทันสมัย: ใช้ Direct Injection, Variable Valve Timing และ Turbo ที่มีประสิทธิภาพ
  • เสียงเครื่องแปลก: มีเสียงเครื่องที่แตกต่างจาก NA โดยเฉพาะเสียงฟู่ของ Turbo

ข้อควรระวังสำหรับเครื่อง Turbo:

  • ต้องใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพสูง (0W-20 Synthetic)
  • ควรรออุ่นเครื่อง 1-2 นาทีก่อนออกตัว
  • หลังขับเร็วควรปล่อยเครื่องทำงานเบาๆ 1-2 นาทีก่อนดับ
  • อาจมีปัญหา Carbon Build-up ในเครื่อง Direct Injection
  • Turbo มีอายุการใช้งานจำกัด (ประมาณ 150,000-200,000 กม.)

สมรรถนะและประสบการณ์การขับขี่

การขับขี่ในเมือง

FC 1.8 i-VTEC

  • • ขับได้สบาย แต่ต้องกดรอบสูงเพื่อแรง
  • • เครื่องทำงานเงียบ นุ่มนวล
  • • อัตราสิ้นเปลือง 10-12 กม./ลิตร
  • • การตอบสนองแบบเชิงเส้น คาดการณ์ได้
  • • เหมาะกับการขับในเมือง ไม่ต้องการแรงมาก

FC 1.5 Turbo

  • • ตอบสนองเร็วมาก แรงตั้งแต่รอบต่ำ
  • • มี Turbo Lag เล็กน้อย แต่ไม่เห็นชัด
  • • อัตราสิ้นเปลือง 11-13 กม./ลิตร
  • • ไล่ตามรถหน้าได้ง่าย ไม่ต้องกดรอบสูง
  • • เหมาะกับคนชอบความแรงและประหยัด

การขับขี่ทางด่วนและทางไกล

FC 1.8

บนทางด่วน เครื่อง 1.8 วิ่งได้สบายที่ 100-120 กม./ชม. แต่หากต้องการแซงรถหรือเร่งเกิน 140 กม./ชม. จะต้องกดคันเร่งลึกกว่าและรอบเครื่องจะสูงขึ้น (4,000-5,000 รอบ) อย่างไรก็ตาม ความประหยัดน้ำมันบนทางด่วนดีอยู่ ให้ประมาณ 14-16 กม./ลิตร

ข้อดี: เครื่องเงียบ ค่าน้ำมันต่ำกว่า Turbo เล็กน้อย | ข้อเสีย: ขาดแรงส่งท้าย ต้องเปลี่ยนเกียร์บ่อย

FC 1.5 Turbo

รุ่น Turbo โดดเด่นมากบนทางด่วน การแซงรถทำได้ง่ายและรวดเร็ว โดยไม่ต้องกดรอบสูงมาก รอบเครื่องที่ 120 กม./ชม. อยู่ที่ประมาณ 2,500-2,800 รอบ ต่ำกว่า 1.8 อย่างเห็นได้ชัด และที่น่าประทับใจคือความประหยัดน้ำมัน ให้ถึง 16-19 กม./ลิตร บนทางด่วน

ข้อดี: แรง ประหยัด รอบต่ำ | ข้อเสีย: เสียงเครื่อง Turbo อาจดังเกินไปสำหรับบางคน

การขับขี่แบบสปอร์ต

เครื่อง 1.5 Turbo ชนะเหนือกว่าอย่างชัดเจน ด้วยแรงบิดสูงตั้งแต่รอบต่ำ (1,700 รอบ) ทำให้ออกตัวและตอบสนองได้เร็วกว่า 1.8 มาก การเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาเพียง 8.2 วินาที เทียบกับ 10.8 วินาทีของ 1.8 นอกจากนี้ ระบบ Adaptive Damper ในรุ่น RS ยังช่วยให้การขับขี่คล่องตัวและมั่นคงกว่า ส่วนเครื่อง 1.8 แม้จะขับสนุกได้ แต่ต้องใช้รอบเครื่องสูงกว่ามาก (5,500-6,500 รอบ) เพื่อให้ได้กำลังที่ต้องการ

สรุปสมรรถนะ:

1.5 Turbo ชนะ 1.8 ในทุกด้านของสมรรถนะ - แรงกว่า เร็วกว่า และประหยัดกว่า แต่ 1.8 ก็ยังมีจุดเด่นในเรื่องความเรียบง่าย ความทนทาน และค่าบำรุงที่ต่ำกว่า

ความประหยัดน้ำมัน

หนึ่งในจุดเด่นของเครื่อง 1.5 Turbo คือความประหยัดน้ำมันที่ดีกว่า 1.8 แม้จะให้กำลังที่สูงกว่า:

สภาพการใช้งานFC 1.8 (กม./ลิตร)FC 1.5 Turbo (กม./ลิตร)ผู้ชนะ
ในเมือง (รถติด)9-1110-12Turbo
ในเมือง (ปกติ)10-1211-13Turbo
ทางด่วน14-1616-19Turbo
ต่างจังหวัด15-1717-20Turbo
ขับสปอร์ต8-109-11Turbo
เฉลี่ยรวม11-1213-14Turbo

การคำนวณค่าน้ำมันต่อปี (วิ่ง 15,000 กม./ปี)

สมมติราคาน้ำมัน 95 = 40 บาท/ลิตร

  • FC 1.8: 15,000 ÷ 11.5 = 1,304 ลิตร × 40 = 52,160 บาท/ปี
  • FC 1.5 Turbo: 15,000 ÷ 13.5 = 1,111 ลิตร × 40 = 44,440 บาท/ปี
  • ส่วนต่าง: 7,720 บาท/ปี (รุ่น Turbo ประหยัดกว่า!)

ทำไม Turbo ถึงประหยัดกว่า?

  • เครื่องขนาดเล็กกว่า (1.5 vs 1.8) = น้ำหนักเบาและความต้านทานต่ำกว่า
  • Turbo ช่วยให้ได้กำลังที่ต้องการโดยไม่ต้องกดรอบสูง
  • ระบบ Direct Injection ฉีดน้ำมันได้แม่นยำกว่า Multi-Point Injection
  • CVT ของ Turbo ถูกปรับแต่งให้เหมาะกับแรงบิดสูง ทำให้เปลี่ยนเกียร์ได้ดีกว่า

ออปชันและฟีเจอร์

รุ่น 1.5 Turbo RS มาพร้อมออปชันที่ครบครันกว่ารุ่น 1.8 EL อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะระบบความปลอดภัย Honda Sensing:

ฟีเจอร์FC 1.8 ELFC 1.5 Turbo RS
Honda Sensing
Adaptive Cruise Control
Lane Keep Assist
ไฟหน้าLEDFull LED
ล้ออัลลอย16 นิ้ว17 นิ้ว
เบาะหนังผ้าหนัง
ระบบเสียง6 ลำโพง8 ลำโพง
ถุงลม (Airbag)6 ใบ6 ใบ
ABS + EBD + VSA
Agile Handling Assist
Adaptive Damper System

Honda Sensing - ระบบความปลอดภัยขั้นสูง

Honda Sensing เป็นชุดระบบความปลอดภัยอัจฉริยะที่มีให้เฉพาะในรุ่น RS Turbo ซึ่งรวมถึง:

  • • Collision Mitigation Braking System (เบรกฉุกเฉิน)
  • • Adaptive Cruise Control (ควบคุมความเร็วอัตโนมัติ)
  • • Lane Keep Assist (ช่วยรักษาช่องทาง)
  • • Lane Departure Warning (เตือนออกนอกเลน)
  • • Road Departure Mitigation (ป้องกันออกนอกถนน)
  • • Auto High Beam (ไฟสูงอัตโนมัติ)

ราคาและมูลค่าตลาดมือสอง

ส่วนต่างราคาระหว่าง 1.8 EL และ 1.5 Turbo RS ค่อนข้างมาก ประมาณ 100,000-150,000 บาท:

ปีผลิตFC 1.8 EL (บาท)FC 1.5 Turbo RS (บาท)ส่วนต่าง
2016-2017400,000 - 480,000520,000 - 620,000~120,000-140,000
2018-2019480,000 - 580,000620,000 - 720,000~140,000
2020-2021580,000 - 680,000720,000 - 850,000~140,000-170,000

ความคุ้มค่าของส่วนต่างราคา:

ส่วนต่างราคาประมาณ 120,000-150,000 บาท คุ้มค่าหรือไม่? มาคำนวณกัน:

  • ประหยัดน้ำมัน: ~7,720 บาท/ปี (ใช้ 15-20 ปีคุ้มทุน)
  • Honda Sensing: มูลค่าประมาณ 50,000-70,000 บาท
  • สมรรถนะที่เหนือกว่า: +32 แรงม้า, +46 นิวตัน-เมตร
  • ออปชันครบกว่า: หนัง, ล้อ 17", ไฟ Full LED เพิ่มอีกประมาณ 30,000-40,000 บาท
  • สรุป: คุ้มค่าหากคุณต้องการสมรรถนะและความปลอดภัยสูงสุด

ค่าบำรุงรักษา

ค่าบำรุงรักษาเครื่อง Turbo สูงกว่า NA ประมาณ 20-30% เนื่องจากต้องใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพสูงและการดูแลเพิ่มเติม:

รายการFC 1.8 (บาท)FC 1.5 Turbo (บาท)หมายเหตุ
เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง1,500 - 2,0002,000 - 2,800Turbo ต้องใช้ 0W-20 Synthetic
เปลี่ยนกรองอากาศ400 - 600400 - 600ใช้กรองเดียวกัน
เปลี่ยนหัวเทียน1,200 - 1,8001,500 - 2,200Turbo ใช้หัวเทียนพิเศษ
ทำความสะอาด Carbon3,000 - 5,000ทำทุก 60,000 กม. (DI Engine)
เปลี่ยนยาง (4 เส้น)10,000 - 14,00012,000 - 16,000RS ใช้ยาง 17 นิ้ว
เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ CVT4,000 - 5,0004,000 - 5,000ใช้น้ำมัน HCF-2
ค่าบำรุงปกติ/ปี18,000 - 25,00023,000 - 32,000รวมน้ำมันเครื่อง 2 ครั้ง

ปัญหาและค่าซ่อมที่พบบ่อย

ปัญหาร่วม (ทั้ง 1.8 และ Turbo)

  • ยางรองแท่นเครื่องแตก - ซ่อม 3,500-5,500 บาท
  • ปัญหาเกียร์ CVT กระตุก - ซ่อม 3,000-10,000 บาท
  • กระจกไฟฟ้าช้า - ซ่อม 1,500-3,000 บาท

ปัญหาเฉพาะ 1.5 Turbo

  • Carbon Build-up (Direct Injection) - ซ่อม 3,000-8,000 บาท
  • Turbo สึกหรอ (หลัง 150,000+ กม.) - ซ่อม 40,000-80,000 บาท
  • ปัญหา Boost Pressure Sensor - ซ่อม 5,000-10,000 บาท
  • Oil Dilution (น้ำมันเครื่องเจือน้ำมันเชื้อเพลิง) - ใช้น้ำมันคุณภาพดีและอุ่นเครื่องก่อนขับ

วิธีลดค่าบำรุงเครื่อง Turbo:

  • ใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพดี (0W-20 Fully Synthetic) เสมอ
  • เปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุก 5,000-7,000 กม. (เร็วกว่าคู่มือเล็กน้อย)
  • รออุ่นเครื่อง 1-2 นาที ก่อนออกตัว
  • หลังขับเร็วควรปล่อยให้เครื่องทำงานเบาๆ ก่อนดับ
  • ทำความสะอาด Carbon ทุก 60,000 กม. เพื่อป้องกันปัญหา

ข้อดีข้อเสียแต่ละรุ่น

FC 1.8 i-VTEC EL

ข้อดี

  • ความทนทานสูงมาก เครื่องยนต์พิสูจน์แล้ว
  • ดูแลรักษาง่าย ช่างทั่วไปซ่อมได้
  • ค่าบำรุงต่ำกว่า Turbo
  • ราคาถูกกว่า 100,000+ บาท
  • ไม่มีปัญหาจุกจิก ปัญหาน้อยมาก
  • อะไหล่หาง่ายและราคาไม่แพง

ข้อเสีย

  • กำลังน้อยกว่า (141 vs 173 แรงม้า)
  • แรงบิดต่ำกว่า ต้องกดรอบสูงเพื่อแรง
  • อัตราเร่งช้ากว่า (~10.8 vs 8.2 วินาที)
  • ไม่มี Honda Sensing
  • ออปชันน้อยกว่า (ไม่มีหนัง, ล้อ 16")
  • เบาะผ้า ไม่มีระบบปรับโช๊คอัตโนมัติ

FC 1.5 VTEC Turbo RS

ข้อดี

  • กำลังสูง 173 แรงม้า แรงบิดสูง 220 นม.
  • อัตราเร่งเร็วกว่ามาก (8.2 วินาที)
  • ประหยัดน้ำมันกว่า 1.8 (~15-20%)
  • Honda Sensing (ระบบความปลอดภัยขั้นสูง)
  • ออปชันครบที่สุด (หนัง, ล้อ 17", Full LED)
  • ระบบควบคุมโช๊คอัตโนมัติ (Adaptive Damper)

ข้อเสีย

  • ราคาแพงกว่า 100,000-150,000 บาท
  • ค่าบำรุงสูงกว่า 20-30%
  • ต้องดูแลเป็นพิเศษ (Turbo, DI)
  • ปัญหา Carbon Build-up ในเครื่อง DI
  • Turbo อาจต้องเปลี่ยนหลัง 150,000+ กม.
  • ยางและล้อขนาดใหญ่ ค่าเปลี่ยนแพงกว่า

คำแนะนำการเลือกซื้อ: ใครควรซื้อรุ่นไหน

เลือก FC 1.8 EL ถ้าคุณ...

  • ต้องการความทนทานและความง่ายในการดูแล
  • งบประมาณจำกัด ต้องการราคาซื้อและค่าบำรุงที่ต่ำ
  • ใช้รถขับในเมืองเป็นหลัก ไม่ต้องการกำลังมากนัก
  • ไม่ชอบเทคโนโลยีซับซ้อน ชอบความเรียบง่าย
  • ต้องการรถที่น่าเชื่อถือ ปัญหาจุกจิกน้อย
  • ไม่สนใจ Honda Sensing หรือออปชันเพิ่มเติม

ผู้ใช้งานในอุดมคติ:

คนใช้รถประจำวัน, ผู้ต้องการความทนทาน, งบประมาณจำกัด

เลือก FC 1.5 Turbo RS ถ้าคุณ...

  • ต้องการสมรรถนะสูงสุด แรงและประหยัดไปพร้อมกัน
  • ต้องการ Honda Sensing เพื่อความปลอดภัย
  • วิ่งทางไกลบ่อย ต้องการความประหยัดน้ำมัน
  • ชอบเทคโนโลยีใหม่และไม่กลัวการดูแลเพิ่มเติม
  • ต้องการออปชันครบที่สุด (หนัง, ล้อ 17")
  • งบพอที่จะจ่ายเพิ่ม 100,000+ บาท

ผู้ใช้งานในอุดมคติ:

คนรักสมรรถนะ, วิ่งทางไกลบ่อย, ต้องการความปลอดภัยสูง

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

1.5 Turbo RS เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าในหลายๆ ด้าน - แรงกว่า, ประหยัดกว่า, ปลอดภัยกว่า และออปชันครบกว่า แม้ว่าจะมีค่าบำรุงที่สูงกว่าและต้องดูแลเป็นพิเศษ แต่ก็คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายเพิ่ม โดยเฉพาะถ้าคุณวิ่งทางไกลบ่อย (ประหยัดน้ำมันคืนทุนได้)

1.8 EL เหมาะกับคนที่ต้องการความเรียบง่ายและทนทาน - ถ้าคุณใช้รถในเมืองเป็นหลัก ไม่สนใจความแรง และต้องการค่าบำรุงที่ต่ำที่สุด รุ่น 1.8 ก็เป็นทางเลือกที่ดีมาก เพราะเครื่องยนต์พิสูจน์ความทนทานมาแล้วและไม่มีปัญหาจุกจิก

สิ่งสำคัญที่สุด: ไม่ว่าจะเลือกรุ่นไหน ต้องเช็คประวัติการดูแลให้ดี โดยเฉพาะรุ่น Turbo ที่ต้องการการบำรุงรักษาเป็นพิเศษ หากรถไม่ได้รับการดูแลดี อาจมีปัญหาตามมาได้

สรุป

Honda Civic FC ทั้งรุ่น 1.8 EL และ 1.5 Turbo RS ต่างก็เป็นรถที่ดีในแบบของมันเอง โดย 1.5 Turbo เหนือกว่าในเกือบทุกด้าน ทั้งสมรรถนะ ความประหยัด และความปลอดภัย แต่ก็มาพร้อมกับราคาที่สูงกว่าและความซับซ้อนในการดูแล ส่วน 1.8 เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการความทนทาน ความเรียบง่าย และค่าบำรุงที่ต่ำ

คำแนะนำสุดท้าย:

  • เลือก 1.5 Turbo: ถ้างบพอและต้องการสมรรถนะ + ความปลอดภัยสูงสุด
  • เลือก 1.8: ถ้างบจำกัดและต้องการความทนทาน + ค่าบำรุงต่ำ
  • ทั้งสองรุ่นเป็นรถที่ดี - ขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณของคุณ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เครื่อง 1.5 Turbo ดีกว่า 1.8 มากไหม?
ดีกว่าอย่างชัดเจนในแง่ของอัตราเร่งและความประหยัดน้ำมัน โดย 1.5 Turbo ให้ 173 แรงม้า ส่วน 1.8 ให้ 141 แรงม้า และยังประหยัดน้ำมันกว่าอีกด้วย แต่ก็มีความซับซ้อนในการดูแลรักษามากกว่า
เครื่อง 1.8 i-VTEC ทนทานแค่ไหน?
เป็นเครื่องยนต์ที่พิสูจน์ตัวเองมานานในรุ่น FD และ FB มีความทนทานสูงมาก ปัญหาจุกจิกน้อย และสามารถวิ่งได้เกิน 300,000 กม. หากดูแลรักษาดี
เครื่อง Turbo มีปัญหาบ่อยไหม?
เครื่อง 1.5 VTEC Turbo ของ Honda ค่อนข้างเชื่อถือได้ แต่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เช่น ใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพดี, รออุ่นเครื่องก่อนออกตัว และเปลี่ยนน้ำมันบ่อยกว่า NA เล็กน้อย ปัญหาที่พบบ่อยคือ Carbon Build-up ในเครื่อง DI
ค่าบำรุงรักษา Turbo สูงกว่า 1.8 เยอะไหม?
สูงกว่าแต่ไม่มากนัก ประมาณ 20-30% โดยส่วนใหญ่เป็นค่าน้ำมันเครื่องคุณภาพสูงและการทำความสะอาด Carbon บางรายการอาจต้องใช้ชิ้นส่วนพิเศษ แต่ในภาพรวมยังไม่แพงมากเมื่อเทียบกับรถยุโรป
ซื้อมือสอง FC 1.8 กับ 1.5 Turbo ควรเลือกแบบไหน?
ถ้าต้องการความทนทานง่ายต่อการดูแล และราคาถูกกว่า ให้เลือก 1.8 แต่ถ้าต้องการสมรรถนะสูง ประหยัดน้ำมัน และออปชันครบ ให้เลือก 1.5 Turbo โดยเช็คประวัติการดูแลให้ดี